เป็นไปได้หรือว่า……จะเข้าใจผิดไป?
“ตุ้บ!”
จ้าวต้าหู่เพิ่งจะขยับตัว จู่ ๆ ร่างกายก็เบาหวิว จากนั้นก็ถูกเหวี่ยงไปกระแทกกำแพงอย่างแรง
ความเจ็บปวดทำให้กระดูกของเขาแทบจะหลุดออกจากกัน
“แม่งเอ๊ย!”
จ้าวต้าหู่โกรธจัด เขาฝืนทนความเจ็บปวด พยายามยันกายลุกขึ้นยืน เมื่อเห็นเย่ฝานยืนตัวตรงดุจทวน เขาก็ถึงกับมึนงงไปทั้งร่าง
“ไอ้ขยะอย่างแกออกมาได้ยังไง?”
เมื่อครู่ยังเป็นอัมพาตอยู่เลย ไหงตอนนี้ถึงหายดีเป็นปลิดทิ้งได้ล่ะ?
ยามนี้ในดวงตาของเย่ฝานเต็มไปด้วยเปลวเพลิงแห่งความโกรธแค้น
เขาจะไปมีอารมณ์มาพูดพล่ามอะไรอีก กำหมัดแน่นแล้วซัดใส่จ้าวต้าหู่อย่างจัง
ทว่าจ้าวต้าหู่ที่ขึ้นชื่อว่าร่างกายแข็งแรงกำยำ กลับไม่มีแม้แต่แรงจะตอบโต้ ทำได้เพียงกอดศีรษะแล้วหลบหลีกไปมาไม่หยุด
“ปัง!”
“ให้แกแกล้งพี่สะใภ้ข้า!”
“ปัง!”
“ให้แกด่าข้าว่าไอ้ขยะ!”
“ปัง!”
“ไม่ใช่ว่าแกเก่งนักเหรอ?”
“ปัง!”
“……”
จ้าวต้าหู่ถูกซ้อมจนสะบักสะบอมไปทั้งตัว แม้แต่ความเมามายก็สร่างไปเกินครึ่ง
เขาขบกรามแน่น อาศัยจังหวะที่เย่ฝานหยุดชะงัก ผลักอีกฝ่ายสุดแรงแล้ววิ่งหนีออกไปราวกับสุนัขจนตรอก
พลางวิ่งพลางด่าทอ:
“ไอ้สารเลวน้อย วันนี้เรื่องนี้ไม่จบแน่!”
เย่ฝานเห็นอีกฝ่ายยังกล้าตะโกนท้าทาย ก็ทำท่าจะวิ่งไล่ตามออกไปโดยสัญชาตญาณ
ทว่าในตอนนั้นเอง เหยียนอวิ้นก็เพิ่งจะได้สติ
นางคว้าตัวเย่ฝานไว้พลางกล่าวด้วยความตกใจและดีใจ “เสี่ยวฝาน เจ้า……เจ้าหายดีแล้วหรือ?”
เย่ฝานหยุดฝีเท้า พยักหน้าเบา ๆ “ใช่ ข้าหายดีหมดแล้ว!”
พูดจบประโยคนี้ ลมหายใจของเขาก็พลันติดขัด
ดูเหมือนจะสังเกตเห็นความผิดปกติของเย่ฝาน เหยียนอวิ้นจึงเพิ่งจะรู้สึกตัวขึ้นมาในภายหลัง
นางก้มหน้าลงมอง แล้วก็ต้องหน้าแดงก่ำ
“สายตาเจ้ามองไปที่ไหนกัน!”
นางตำหนิด้วยความเขินอาย ก่อนจะกระชับเสื้อผ้าให้แน่นแล้ววิ่งหนีกลับห้องของตนไปราวกับหนีตาย
……
หลังจากเหยียนอวิ้นกลับเข้าห้อง นางก็มุดลงใต้ผ้าห่ม เอาศีรษะเล็ก ๆ ซุกซ่อนไว้ข้างในนั้นอย่างแน่นหนา
หัวใจของนางเต้นรัว ใบหน้าอันงดงามหมดจดร้อนผ่าวไปหมด
จู่ ๆ เหยียนอวิ้นก็นึกถึงคำพูดสุดท้ายที่สามี เย่เฟย เคยกล่าวไว้ก่อนสิ้นใจ
“เสี่ยวอวิ้น ข้าคงอยู่ต่อไม่ได้แล้ว ชีวิตนี้สิ่งที่ข้าห่วงที่สุดก็คือเจ้ากับเสี่ยวฝาน”
“เจ้าแต่งงานไกลมาถึงหมู่บ้านเนี่ยเจีย ส่วนเสี่ยวฝานก็เป็นเด็กที่ข้าเก็บมาเลี้ยงเมื่อหลายปีก่อน”
“ตอนที่ข้ายังมีชีวิตอยู่ ข้ายังดูแลพวกเจ้าสองคนได้ แต่ถ้าข้าไม่อยู่แล้ว ไม่รู้ว่าคนในหมู่บ้านจะรังแกพวกเจ้าอย่างไรบ้าง”
“ดังนั้น ข้าอยากขอร้องเจ้าเรื่องหนึ่ง”
“เสี่ยวฝานอายุน้อยกว่าเจ้าเพียงปีเดียว รอให้เขาถึงเกณฑ์แต่งงานตามกฎหมาย เจ้าก็จงแต่งงานใหม่กับเขาเสีย”
“มีเพียงวิธีนี้เท่านั้น พวกเจ้าสองคนถึงจะไม่ถูกรังแก……”
ในตอนนั้นเหยียนอวิ้นไม่ได้คิดอะไรมาก เพียงหวังให้สามีจากไปอย่างหมดห่วง จึงพยักหน้าตกลงทั้งน้ำตา
ยามนี้หวนนึกดู ดูเหมือนว่าเย่เฟยจะไม่ได้พูดขึ้นมาลอย ๆ และเย่ฝานน่ะหรือ……ก็ดูเหมือนจะดีจริง ๆ เสียด้วย……
รูปร่างสูงใหญ่ หน้าตาหล่อเหลา ที่สำคัญยังรู้จักเอาใจคน……
ในขณะที่เหยียนอวิ้นกำลังฟุ้งซ่านอยู่นั้น เย่ฝานก็รีบร้อนไปอาบน้ำเย็น เพื่อดับไฟแห่งความปรารถนาในใจลงอย่างยากลำบาก
เมื่อกลับมาถึงห้องของตนและสวมเสื้อผ้าเรียบร้อย
เย่ฝานก็ยืนอยู่หน้ากระจก สำรวจร่างกายตนเองอย่างละเอียด
ยามนี้เมื่อได้รับมรดกสืบทอดมา ดูเหมือนว่าบุคลิกท่าทางของเขาทั้งคนจะเปลี่ยนไปอย่างมาก
โดยเฉพาะดวงตาคู่นั้นที่ลึกล้ำอย่างหาที่สุดมิได้
ใบหน้าดุจถูกแกะสลักด้วยมีดและขวาน สันกรามคมชัด สายตาดุดันดุจเหยี่ยวและหมาป่า
ในร่างกายราวกับมีพละกำลังที่ใช้เท่าไหร่ก็ไม่หมด ต่อให้มีเสือโคร่งโผล่มา เขาก็มั่นใจว่าจะจัดการมันจนตายได้!
ทว่ามีอยู่เรื่องหนึ่งที่เขาคิดไม่ตก
ตนเองแซ่เย่ชัด ๆ ทำไมตาเฒ่าคนนั้นถึงอ้างว่าเป็นบรรพชนตระกูลฉินกันล่ะ?
หรือว่า……จะเป็นตาเฒ่าคนนั้นที่เข้าใจผิดไป?
เย่ฝานครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแต่ก็ไม่ได้คำตอบอะไร จึงเลิกคิดฟุ้งซ่านไปเสียดื้อ ๆ
ไม่ว่าจะเป็นบรรพชนตระกูลฉินหรือบรรพชนตระกูลเย่ ขอเพียงมรดกที่มอบให้ตนเป็นของจริงก็พอแล้ว!
ทันทีที่ความคิดนี้ผุดขึ้น จู่ ๆ ในห้วงความคิดของเขาก็ปรากฏโถงตำหนักอันงดงามตระการตาขึ้นมากลางอากาศ
ตำหนักสูงเก้าขั้น
น่าเกรงขาม! ทรงพลัง!
ศักดิ์สิทธิ์จนไม่อาจล่วงเกิน!
ต่อให้เย่ฝานจะเตรียมใจไว้บ้างแล้ว แต่ในยามนี้ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมา
เขาเดินเข้าไปใกล้ตำหนัก สองมือผลักประตูสุดแรง
ทันใดนั้น
ประตูตำหนักที่วาดลวดลายโทเท็มไม่ทราบที่มา ก็ค่อย ๆ ถูกเปิดออก
กวาดสายตามองไป ชั้นหนึ่งของตำหนักนั้นว่างเปล่าอย่างยิ่ง
บนพื้นนอกจากวงแสงสองกลุ่มที่วางอยู่แล้ว ก็ไม่มีสิ่งอื่นใดอีก
ทันทีที่เย่ฝานก้าวเข้าไปในตำหนัก วงแสงสองกลุ่มนั้นก็ราวกับมีชีวิต พุ่งเข้าสู่ร่างกายของเขาอย่างรวดเร็ว
พร้อมกับข้อมูลมหาศาลที่หลั่งไหลเข้ามา เย่ฝานก็เข้าใจกระจ่างในที่สุดว่าสิ่งของในวงแสงทั้งสองคืออะไร
วงแสงกลุ่มหนึ่งบันทึกความรู้ด้านมรรคแพทย์ไว้มากมายนับไม่ถ้วน
วงแสงอีกกลุ่มบันทึกวิชาบำเพ็ญเอาไว้ชุดหนึ่ง มีชื่อว่า《เคล็ดสร้างสรรค์ฟ้าบุพกาล》
ข้อมูลเหล่านี้ถูกจารึกไว้อย่างลึกซึ้งในห้วงสมุทรแห่งปัญญาของเขา ราวกับติดตัวมาแต่กำเนิด ต่อให้คิดจะลืมก็ลืมไม่ลง
เย่ฝานฝืนระงับความตื่นเต้นในใจ แล้วค้นหาต่อไปอีกรอบ
น่าเสียดายที่ชั้นหนึ่งของตำหนักเป็นไปตามที่ตาเห็น ต่อให้หาจนทั่วทุกซอกทุกมุม ก็ไม่พบสิ่งของอื่นใดอีกเลย
ชั้นหนึ่งไม่มี แล้วชั้นสองล่ะ?
ใจของเย่ฝานไหววูบ จึงมุ่งหน้าไปยังบันไดขึ้นชั้นสอง
ทว่าในตอนที่เขายกเท้าเหยียบขึ้นบันได กลับถูกม่านแสงสายหนึ่งขวางทางเอาไว้
ม่านแสงสายนี้มองไม่ออกว่าประกอบขึ้นจากอะไร แต่กลับขวางกั้นอยู่ตรงทางขึ้นบันไดอย่างชัดเจน ทำให้เขาไม่สามารถก้าวเดินต่อไปได้แม้แต่ก้าวเดียว
เกิดอะไรขึ้น?
เย่ฝานรู้สึกมึนงง เขาพยายามอยู่พักใหญ่แต่ก็ทำลายม่านแสงไม่ได้ จึงจำต้องล้มเลิกความคิดไปอย่างเสียดาย
เมื่อเห็นว่าไม่สามารถได้รับผลประโยชน์อื่นใดอีก เขาจึงถอนตัวออกจากห้วงสมุทรแห่งปัญญา กลับคืนสู่ความเป็นจริง
ยามนี้ดึกสงัดแล้ว
ฟังเสียงจักจั่นและเสียงกบเขียดด้านนอก เย่ฝานสงบจิตใจลงเล็กน้อย จากนั้นก็เริ่มตั้งใจบำเพ็ญตามที่บันทึกไว้ใน《เคล็ดสร้างสรรค์ฟ้าบุพกาล》
ยิ่งบำเพ็ญ ยิ่งตกใจ
เย่ฝานพบว่าเมื่อเขาบำเพ็ญอย่างต่อเนื่อง คราบสกปรกและเหงื่อไคลจำนวนมากก็ซึมออกมาจากผิวหนังของเขา แม้แต่การรับรู้ทั้งหกก็ยังเพิ่มพูนขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์
สิ่งที่ทำให้เขาตกใจที่สุดคือ ดวงตาทั้งสองข้างของเขาดูเหมือนจะได้รับการเปลี่ยนแปลงในเชิงคุณภาพ
เพราะเมื่อเขาเพ่งมองไป ผนังตรงหน้าก็ค่อย ๆ จางลง จนกระทั่งหายลับไป
อ๊ะ นี่มัน……