ไอ้สารเลว
“พี่สะใภ้ วันนี้อย่าเพิ่งลำบากเลยดีกว่าไหม?”
ภายในบ้านอิฐดินที่เตี้ยและทรุดโทรม เย่ฝานนอนอยู่บนเตียงไม้ ใบหน้าเต็มไปด้วยความขมขื่น
“เจ้าขยับตัวไม่ได้ แถมอากาศก็ร้อนขนาดนี้ หากไม่ช่วยเช็ดตัวให้ ระวังจะเป็นแผลกดทับเอานะ”
เหยียนอวิ้นยิ้มบาง ๆ ก่อนจะทำต่อไป
“ชะ...ช่างเถอะ”
เย่ฝานเอ่ยปากอย่างยากลำบาก
“ไม่ได้”
เหยียนอวิ้นปฏิเสธอย่างเอาแต่ใจ ขณะพูดก็นำผ้าขนหนูไปชุบน้ำ แล้วเริ่มเช็ดตัวให้เย่ฝานอย่างละเอียด
เมื่อสัมผัสได้ถึงการกระทำที่อ่อนโยนของเหยียนอวิ้น และได้สูดดมกลิ่นหอมของกล้วยไม้จากตัวนาง หัวใจของเย่ฝานก็สั่นไหว
เขาไม่มีพ่อแม่ ถูกพี่ชายเลี้ยงดูมา
เย่เฟยพี่ชายของเขาเป็นหมอประจำหมู่บ้านเพียงคนเดียวในหมู่บ้านเนี่ยเจีย เมื่อสองปีก่อนได้แต่งงานกับพี่สะใภ้เหยียนอวิ้น
ตอนนั้นพี่สะใภ้อายุ 22 ปี หน้าตาสะสวยมาก ดวงตาหงส์ คิ้วใบหลิว
ด้วยส่วนสูงหนึ่งเมตรเจ็ดสิบ ในหมู่บ้านเล็กบนเขาที่ห่างไกลแห่งนี้ นางจึงดูโดดเด่นเป็นพิเศษ
ผิวพรรณขาวผ่องละเอียดอ่อน ราวกับว่าเพียงหยิกเบา ๆ น้ำก็คงไหลออกมา ไม่รู้ว่าทำเอาพวกผู้ชายหยาบกระด้างในหมู่บ้านน้ำลายสอไปเท่าไหร่
น่าเสียดาย
คืนเข้าหอของพี่ชาย เขาถูกมอมเหล้าจนเมามาย ยังไม่ทันได้เข้าหอด้วยซ้ำก็จากโลกนี้ไป
นับแต่นั้น เย่ฝานที่ติดตามพี่ชายเรียนวิชาแพทย์มาตั้งแต่เด็ก จึงสืบทอดกิจการโดยปริยาย และใช้ชีวิตพึ่งพาอาศัยกันกับพี่สะใภ้
รายได้ไม่มากนัก แต่ก็ถือว่าพอมีกินมีใช้
เย่ฝานเคยคิดว่าตนเองคงใช้ชีวิตเรียบง่ายเช่นนี้ไปตลอดชีวิต ใครจะไปคิดว่าเมื่อสามเดือนก่อน ขณะที่เขาขึ้นเขาไปเก็บสมุนไพร เขาจะพลาดท่าตกลงไปในหน้าผา
แม้จะโชคดีรักษาชีวิตไว้ได้ แต่ก็ต้องกลายเป็นอัมพาตไปทั้งตัว
ช่วงเวลานี้ หากไม่ได้พี่สะใภ้ที่คอยดูแลอย่างใกล้ชิดไม่ทอดทิ้ง เขาคงต้องทุกข์ทรมานมากกว่านี้
สำหรับพี่สะใภ้ที่ยังสาวและสวยคนนี้ ในใจของเย่ฝานทั้งรู้สึกขอบคุณและสงสาร
ขอบคุณในความใจดีของนาง และสงสารในโชคชะตาของนาง...
ในขณะที่เย่ฝานกำลังคิดฟุ้งซ่าน ในใจของเหยียนอวิ้นเองก็ไม่ได้สงบเช่นกัน
ในตอนแรก ที่นางเต็มใจดูแลเย่ฝาน นอกจากความใจดีในก้นบึ้งของจิตใจแล้ว ยังมีความรับผิดชอบในฐานะคนในครอบครัวด้วย
แต่หลังจากผ่านการใกล้ชิดกันมาสามเดือน ความรู้สึกในใจของนางกลับค่อย ๆ เปลี่ยนไปอย่างเงียบเชียบ
การเปลี่ยนแปลงนี้ ทำให้นางนึกไม่ถึงจริง ๆ...
เหยียนอวิ้นแอบชำเลืองมองเย่ฝาน นางไม่เข้าใจจริง ๆ
เย่ฝานเป็นอัมพาตติดเตียงมาสามเดือนแล้ว ทำไมร่างกายถึงยังเหมือนเดิม ไม่มีการฝ่อของกล้ามเนื้อเลยแม้แต่น้อย นี่มันไม่สมเหตุสมผลเอาเสียเลย?
“ปัง!”
ในตอนนั้นเอง ประตูที่ปิดสนิทก็ถูกใครบางคนถีบเปิดออกอย่างแรงจากด้านนอก ทำให้ทั้งสองคนที่อยู่ในห้องตกใจจนสะดุ้ง
เหยียนอวิ้นวางผ้าขนหนูลง แล้วลุกขึ้นเดินออกจากห้องไป
เห็นเพียงที่หน้าประตู ชายวัยกลางคนที่มีหนวดเคราเฟิ้มเต็มหน้าคนหนึ่ง กำลังคาบบุหรี่เดินโซเซบุกเข้ามา
เมื่อเห็นชัดว่าเป็นใคร ใบหน้าสวยของเหยียนอวิ้นก็ซีดเผือด
นางฝืนข่มความหวาดกลัวในใจ แล้วถามด้วยเสียงสั่นเครือว่า “จ้าวต้าหู่ ดะ...ดึกดื่นป่านนี้ เจ้าจะทำอะไร?”
จ้าวต้าหู่ เป็นนักเลงเสเพลที่คนในหมู่บ้านเนี่ยเจียเห็นเป็นต้องเกลียด แม้แต่สุนัขยังรังเกียจ
อาศัยว่าตนเองรูปร่างสูงใหญ่ วัน ๆ เอาแต่ทำเรื่องชั่วช้าอย่างการรังแกชายหญิง
เรื่องนี้ ชาวบ้านต่างโกรธแค้นแต่ไม่กล้าพูดอะไร
จ้าวต้าหู่หมายปองร่างกายของเหยียนอวิ้น วันนี้หลังจากดื่มเหล้า เขาก็นึกถึงหญิงงามอันดับหนึ่งของหมู่บ้านเนี่ยเจียคนนี้ จึงแอบย่องมา
เขาหรี่ดวงตาที่แดงก่ำ จ้องมองไปบนร่างของเหยียนอวิ้นไม่หยุด ราวกับกำลังชื่นชมเหยื่อของตนเอง
“น้องเหยียนอวิ้น เจ้ายังเป็นสาวพรหมจารีอยู่แท้ ๆ ต้องมาครองหม้ายทั้งที่สามียังอยู่แบบนี้ ไม่รู้สึกอึดอัดบ้างหรือ?”
“คนเราน่ะ จะเก็บกดไม่ได้ ถึงเวลาที่ควรเสพสุขก็ต้องเสพสุข...”
จ้าวต้าหู่พ่นกลิ่นเหล้าออกมา แล้วก้าวเดินบีบคั้นเหยียนอวิ้นทีละก้าว
เหยียนอวิ้นถอยหลังไม่หยุด แต่ก็ไม่อยากให้จ้าวต้าหู่เห็นความหวาดกลัวของตน
“เรื่องของข้า ไม่ต้องให้เจ้ามายุ่ง”
“รีบออกไปเดี๋ยวนี้ ไม่อย่างนั้นข้าจะตะโกนเรียกคนแล้วนะ!”
จ้าวต้าหู่หัวเราะร่า “เจ้าตะโกนสิ? ข้าอยากรู้นักว่าใครที่ตาไม่ถึงจะกล้ามายุ่งเรื่องของข้า!”
“อีกอย่าง หากเรื่องนี้แดงขึ้นมา คนที่อับอายก็คือเจ้านะ...”
เหยียนอวิ้นขมวดคิ้วสวย
ใช่แล้ว หมู่บ้านเนี่ยเจียห่างไกลและล้าหลัง ชาวบ้านมีความคิดที่อนุรักษ์นิยม
หากเรื่องนี้แพร่ออกไป สำหรับจ้าวต้าหู่คงไม่ระคายผิว แต่ตัวนางเองคงถูกคนนินทาว่าร้ายจนหลังพรุนแน่
จ้าวต้าหู่เห็นปฏิกิริยาของเหยียนอวิ้นทั้งหมด ก็ยิ่งได้ใจ
เขาแสยะยิ้ม แล้วคว้าไหล่ของเหยียนอวิ้นไว้
“แควก!”
เสียงฉีกขาดดังขึ้น
เมื่อเห็นท่าทางยั่วยวนของนาง จ้าวต้าหู่ก็อดไม่ได้ที่ดวงตาจะแดงก่ำ
เขากดหัวของเหยียนอวิ้น บังคับให้นางคุกเข่าลงกับพื้น
เย่ฝานที่นอนอยู่บนเตียง โกรธจนแทบถลน
แต่เขาแม้แต่จะขยับนิ้วก้อยยังทำไม่ได้ ทำได้เพียงตะโกนด่าว่า “จ้าวต้าหู่ ไอ้สารเลว!”
“หากเจ้ากล้ารังแกพี่สะใภ้ข้า ข้าจะถลกหนังเจ้าแน่!”
เมื่อได้ยินเสียง จ้าวต้าหู่จึงนึกขึ้นได้ว่าในบ้านยังมีเย่ฝานที่เป็นอัมพาตทั้งตัวอยู่
ปกติจ้าวต้าหู่มักทำตัวเป็นผู้มีอำนาจ มีเมื่อไหร่กันที่เคยถูกคนด่าต่อหน้าเช่นนี้?
ยิ่งไปกว่านั้น อีกฝ่ายยังเป็นคนพิการอีก
ทันใดนั้น เขาก็เดินดุ่ม ๆ ไปหาเย่ฝาน แล้วตบฉาดใหญ่ใส่เย่ฝานหนึ่งที
“แม่มเอ๊ย คนพิการแล้วยังกล้ามาท้าทายข้าอีก”
“ถ้ายังเห่าอีก ข้าจะตัดลิ้นเจ้าซะ!”
พูดจบ เขาก็เดินกลับไปข้างกายเหยียนอวิ้น กระชากผมของนาง แล้วกดให้นางหมอบลงต่อหน้าภาพเหมือนผู้ล่วงลับของเย่เฟย
“วันนี้ ข้าอยากรู้นักว่าเจ้าจะทำอะไรข้าได้? ฮ่าฮ่า...”
เหยียนอวิ้นถูกจ้าวต้าหู่กดไว้แน่น ไม่ว่านางจะพยายามออกแรงอย่างไร ก็ไม่สามารถดิ้นหลุดได้เลย
เงยหน้าขึ้นก็พบกับสามีผู้ล่วงลับ หางตาของนางอดไม่ได้ที่จะหลั่งน้ำตาแห่งความอัปยศออกมา
ทำไมกัน?
ทำไมโชคชะตาของนางถึงได้ขมขื่นเช่นนี้...
เย่ฝานที่นอนอยู่บนเตียงไม้ เห็นทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในโถงรับแขกได้อย่างชัดเจน
เมื่อเห็นกรงเล็บปีศาจของจ้าวต้าหู่กำลังรังแกเหยียนอวิ้น เส้นเลือดที่หน้าผากของเขาก็ปูดโปน ฟันของเขากัดจนเลือดซึม
ไม่ได้!
ข้าจะไม่ยอมให้ไอ้เดรัจฉานตัวนี้แปดเปื้อนพี่สะใภ้เด็ดขาด!
“อ๊าก!!!”
ภายใต้ความโกรธแค้นอย่างถึงที่สุด ทันใดนั้นเขาก็ได้ยินเสียงอู้อี้ดังขึ้นในห้วงความคิดของตน
ราวกับจังหวะที่จุกไม้ก๊อกของขวดไวน์แดงถูกเปิดออก
วินาทีต่อมา
เสียงหนึ่งที่ดูเลื่อนลอยก็ดังขึ้น
“ข้าคือบรรพชนตระกูลฉิน ในยามใกล้สิ้นลม ข้าจะถ่ายทอดความรู้ตลอดชีวิตทั้งหมดให้แก่เจ้า”
“หวังว่าภายภาคหน้า เจ้าจะสร้างชื่อเสียงให้แก่วงศ์ตระกูลฉินของข้า!”
สิ้นคำพูด เย่ฝานก็รู้สึกเจ็บแปลบที่สมอง ข้อมูลมหาศาลหลั่งไหลเข้ามา
ในขณะเดียวกัน ร่างกายของเขาก็ฟื้นคืนกำลังในการเคลื่อนไหว
เมื่อสัมผัสได้ถึงพละกำลังที่ใช้เท่าใดก็ไม่หมดสิ้นในแขนขาและกระดูกทั่วร่างกาย เขาก็มองไปยังโถงรับแขกแล้วพุ่งตัวเข้าไปอย่างรวดเร็ว
“จ้าวต้าหู่ เจ้ามันรนหาที่ตาย!!!”