ข้าคือพี่สะใภ้ของเจ้า เจ้า…
“อา~ถังอี้ เจ้าช่างไร้ยางอาย!”
“ข้าคือพี่สะใภ้ของเจ้า เจ้าจะทำเรื่องเช่นนี้ได้อย่างไร?”
ถังอี้ถูกเสียงกรีดร้องของสตรีนางหนึ่งปลุกให้ตื่น
เมื่อลืมตาขึ้น เขาก็เห็นสตรีนางหนึ่งขดตัวอยู่ตรงมุมเตียง
สตรีนางนี้งดงามยิ่ง เพียงแต่ยามนี้เสื้อผ้าของนางยุ่งเหยิง เผยผิวขาวราวหิมะออกมาเป็นบริเวณกว้าง อีกทั้งเส้นผมยังยุ่งเหยิง แก้มซ้ายมีรอยฝ่ามือสีแดงฉาน และที่มุมปากยังมีคราบโลหิตติดอยู่…
เห็นได้ชัดว่าเพิ่งถูกข่มเหงรังแกมา!
ข้าทำหรือ?
ไม่ ไม่ใช่ข้า
ในฐานะทหารหน่วยรบพิเศษแห่งอาณาจักรมังกร เขายังไม่อาจทำเรื่องเช่นนี้ได้
“เจ้าเป็นผู้ใด เหตุใดจึงทำร้ายข้า?”
สีหน้าของถังอี้พลันเย็นเยียบ
เขาใช้สองมือยันเตียงอย่างแรง คิดจะกระโจนลุกขึ้นจากเตียง
ผลลัพธ์คือ
ตู้ม ร่างกายมิได้กระโจนขึ้น กลับตกลงจากเตียงแทน ทำให้เขาเจ็บจนแยกเขี้ยว
ยามนั้นเองเขาจึงพบว่า ร่างกายทั้งร่างประหนึ่งขึ้นสนิม ไร้ความคล่องแคล่วดังเช่นในอดีต
เกิดอะไรขึ้น?
ถังอี้เต็มไปด้วยความสงสัย ทันใดนั้นความทรงจำแปลกหน้าสายหนึ่งก็หลั่งไหลเข้าสู่สมอง ความเจ็บปวดรุนแรงทำให้เขาเกือบฟุบหน้าลงกับพื้นอีกครา
หลังความทรงจำหลอมรวมกันอย่างสมบูรณ์ ถังอี้มองมือหยาบกร้านสีดำคล้ำของตนเอง แล้วเหม่อลอยไปชั่วขณะ
เขาข้ามภพมาแล้ว
ระหว่างปฏิบัติภารกิจ เขาถูกศัตรูล้อมเอาไว้ ท้ายที่สุดจึงตายตกไปด้วยกันกับศัตรู และข้ามภพมาเป็นคุณชายแห่งจวนรองเสนาบดีกรมขุนนางแห่งราชวงศ์ราชาต้าเอี๋ยน
แม้จะเป็นคุณชาย แต่ชีวิตของเจ้าของร่างกลับแร้นแค้นอย่างยิ่ง
ทุกวันต้องเทและล้างห้องส้วม ผ่าฟืน แบกน้ำ อีกทั้งยังต้องซักเสื้อผ้ากางเกงให้บ่าวไพร่ทั้งตระกูลถัง…
สาเหตุมีเพียงประการเดียว เพราะคุณชายอย่างเขาไม่ต่างจากสุนัขไร้บ้านภายในจวน
เมื่อสามปีก่อน ความชั่วของถังจิ้งผู้เป็นท่านพ่อของเขาถูกเปิดโปง ที่แท้ก่อนเดินทางเข้าราชธานีเพื่อเข้าสอบ เขาได้แต่งงานกับคู่หมั้นวัยเยาว์และมีบุตรด้วยกันถึงสามคนแล้ว
หลังประกาศชื่อบนป้ายทองในปีนั้น เขาวางแผนแต่งงานกับมารดาของเขา หลิ่วหรูอวี้ เพราะท่านตาเป็นเสนาบดีกรมขุนนาง มีอำนาจและอานุภาพ การอาศัยบารมีท่านตาจะช่วยให้เขาเลื่อนตำแหน่งได้อย่างราบรื่น
ทว่าเมื่อห้าปีก่อน ท่านตากลับเสียชีวิตลงโดยไม่คาดคิด ตระกูลหลิ่วตกต่ำลงและหมดคุณค่าที่จะใช้ประโยชน์ต่อถังจิ้ง เขาจึงทอดทิ้งพวกนางราวกับสิ่งไร้ค่า
ถังจิ้งไม่สนใจคำคัดค้านของมารดาเจ้าของร่าง ฝืนพาคู่หมั้นวัยเยาว์กับบุตรทั้งสามกลับมายังตระกูลถัง
ท้ายที่สุด มารดาโกรธจนล้มป่วย ไม่นานก็สิ้นใจจากไป
ทันทีที่มารดาเสียชีวิต ถังจิ้งก็ยกเหยียนซวงอวี้ขึ้นเป็นภรรยาเอก
แม้ภายนอกเหยียนซวงอวี้จะอ่อนโยน ทว่าแท้จริงแล้วจิตใจดุจหญิงอสรพิษ นางปล่อยให้บุตรชายทั้งสามทำร้ายและด่าทอเจ้าของร่างกับน้องสาวโดยไม่เว้นวัน ทั้งยังเหยียดหยามสารพัด
แม้แต่อาหาร พวกเขาก็ได้กินเพียงของที่บ่าวไพร่กินเหลือ
หากบ่าวไพร่กินจนหมด พวกเขาก็ต้องอด
เจ้าของร่างอายุสิบแปดปียังพอทนได้ แต่น้องสาวเพิ่งห้าขวบจะทนได้อย่างไร นางหิวจนร้องไห้โฮครั้งแล้วครั้งเล่า
เจ้าของร่างมีนิสัยอ่อนแอ ขี้ขลาดโดยกำเนิด ทุกครั้งที่กล้าขัดขืน สิ่งที่ได้รับกลับเป็นการทุบตีที่หนักหน่วงยิ่งกว่าเดิม
นานวันเข้า เจ้าของร่างก็กลายเป็นคนรับใช้ร่วมของทุกคนในจวนตระกูลถัง
แม้แต่บ่าวไพร่ที่เมื่อก่อนเห็นเขายังไม่กล้าเงยหน้า บัดนี้กลับกล้าถ่มน้ำลายใส่หน้าเขาและด่าว่าเป็นขยะ
ส่วนเจ้าของร่างก็ทำได้เพียงเช็ดน้ำลายบนใบหน้าอย่างเงียบงัน
แม้กระทั่งเมื่อฮ่องเต้มีพระประสงค์จะพระราชทานสมรสให้บุตรชายคนหนึ่งของตระกูลถัง ซึ่งเป็นโอกาสที่เขาจะพลิกชะตา เขายังไม่กล้าแย่งชิง
ตรงกันข้าม เหยียนซวงอวี้เกรงว่าเขาจะชิงตำแหน่งของบุตรชายไป จึงลงมือสังหารเขาเสียก่อน…
“ช่างขี้ขลาดเสียจริง สำหรับศัตรูแล้วก็จัดการให้พิการเสียโดยตรงก็สิ้นเรื่อง”
“ตายอย่างขี้ขลาดเช่นนี้ แล้วจะปล่อยให้ศัตรูมารังแกน้องสาวหรือ?”
สีหน้าของถังอี้ไม่น่าดู เขาเคียดแค้นเจ้าของร่างที่ไม่รู้จักต่อสู้เพื่อสิทธิของตน
“แต่เจ้าวางใจเถิด น้องสาว ข้าจะดูแลนางให้ดี”
เมื่อกล่าวถึงน้องสาว ความเย็นชาบนใบหน้าของถังอี้จึงค่อย ๆ สลายไป
ในชาติก่อนเขาก็มีน้องสาวคนหนึ่ง เพียงแต่ขณะอยู่ในค่ายทหาร เขาไม่มีเวลาอยู่เป็นเพื่อนเด็กน้อยนางนั้นเลย
ในเมื่อสวรรค์ให้เขาได้มีชีวิตใหม่อีกครั้ง เช่นนั้นเขาย่อมไม่ปล่อยโอกาสชดเชยความเสียดายนี้ไป
ชาติที่แล้วเขาสละกายเพื่อชาติ ชาตินี้เขาจะมีชีวิตเพื่อตนเอง!
ไม่เพียงต้องพาน้องสาวมีชีวิตต่อไปให้ดี เขายังต้องใช้ชีวิตให้โดดเด่นอีกด้วย!
“ถังอี้! ไอ้สารเลวที่สมควรตาย ข้าคือพี่สะใภ้ของเจ้านะ…ฮือ ๆ…”
สตรีบนเตียงเห็นถังอี้นิ่งงัน จึงคิดว่าเขาหวาดกลัวและยิ่งแผดเสียงโหยหวนอย่างเต็มกำลัง
“หุบปากให้ข้า!”
ถังอี้หันกลับไปตวาดเสียงดัง
หลินจู๋หยุดร้องโหยหวนลงจริง ๆ ทว่าหลังจากงุนงงไปชั่วขณะ ใบหน้าของนางก็พลันมืดมนอำมหิต
เจ้าขยะนี่ไม่ควรหวาดกลัวจนคุกเข่าขอความเมตตาจากนางหรือ?
มันเอาความกล้ามาจากที่ใด ถึงได้กล้าตวาดนาง?!
ถังอี้มองอีกฝ่าย เห็นรอยฝ่ามือบนใบหน้าที่นางจงใจวาดขึ้นเพื่อใส่ร้ายเขา จึงถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก “ยังดีที่หน้าตาอัปลักษณ์เช่นนี้ ยังดีที่เจ้าไม่สำเร็จ ข้าคงสะอิดสะเอียนไปชั่วชีวิต”
สีหน้าของหลินจู๋แข็งค้างในชั่วพริบตา
แม้นางจะมิได้งดงามล่มเมือง แต่รูปโฉมก็นับว่าโดดเด่น บัดนี้กลับถูกขยะที่มีท่านพ่อแต่ไร้มารดาเลี้ยงดูด่าว่าอัปลักษณ์?
“สมควรตาย ไอ้เด็กชั้นต่ำ! เจ้าบอกว่าข้าอัปลักษณ์หรือ?!”
หลินจู๋ถูกยั่วโทสะทันที ใบหน้าบิดเบี้ยวดุจผีร้าย
“วันนี้พี่สะใภ้จะสั่งสอนเจ้าให้ดี ว่าผู้ที่พูดจาไม่เป็น…จะต้องตาย!”
หลินจู๋พลันดึงเสียงตะโกนออกไปด้านนอก “ช่วยด้วย มีคนลวนลาม! มาจับคนร้ายเร็วเข้า!”
“ถังอี้ เจ้าเสียสติไปแล้วหรือ ข้าคือพี่สะใภ้ของเจ้า…เจ้าทำเช่นนี้ไม่ได้! ฮือ ๆ ๆ…”
เสียงของนางยิ่งหวาดกลัวและน่าเวทนา
ถังอี้มองการแสดงอันเกินจริงของสตรีนางนี้ แววตาก็ค่อย ๆ เย็นเยียบลง
ดี ในเมื่อพวกเจ้าไร้เมตตา เช่นนั้นการผงาดขึ้นของถังอี้ก็จะเริ่มต้นจากพวกเจ้า!
“ถังอี้ เจ้ากำลังทำบ้าอะไรอยู่?”
เป็นไปตามคาด เสียงคำรามด้วยความโกรธดังมาจากนอกประตู
จากนั้นประตูก็ถูกถีบเปิดจากด้านนอก ชายหนุ่มวัยยี่สิบต้น ๆ ถือกระบองและนำบ่าวชายสี่ห้าคนพุ่งเข้ามา
ชายหนุ่มผู้นี้ก็คือพี่สองของเขา ถังฮ่าว
เมื่อเห็นภาพภายในห้อง ถังฮ่าวแสร้งทำสีหน้าโกรธแค้นและกระโดดสูงสามฉื่อ
“ถังอี้ ไอ้สารเลว นางคือพี่สะใภ้ของเจ้า”
“เจ้ากล้าทำเรื่องเลวทรามยิ่งกว่าสัตว์เดรัจฉานกับพี่สะใภ้ ข้าจะสังหารเจ้า”
ฮ่า ๆ สังหารเจ้าสารเลวนี้เสีย ตระกูลถังก็จะเป็นของพวกเราแล้ว
ถังฮ่าวกวัดแกว่งกระบอง ฟาดลงบนศีรษะของถังอี้
ทว่า
กระบองหนาเท่าแขนกลับถูกถังอี้ยกมือคว้าเอาไว้กลางอากาศ
“บัดซบ เจ้ายังกล้าขัดขืน…”
ถังฮ่าวชะงักงันเล็กน้อย คาดไม่ถึงว่าถังอี้จะกล้าขัดขืน หากเป็นเมื่อก่อน ยามนี้เขาคงกอดศีรษะหมอบอยู่กับพื้นรอรับการทุบตีแล้ว
ทว่ายังพูดไม่ทันจบ ถังอี้ก็บิดมือ กระบองในมือของเขาพลันหลุดออกและตกอยู่ในมือถังอี้
ฟิ้ว!
ถังอี้กวาดกระบองออกไปตามสบาย กระบองพุ่งฟาดใส่ศีรษะของเขาโดยตรง
“อ๊าก!”
ถังฮ่าวมองกระบองหนาเท่าแขนที่ขยายใหญ่ขึ้นในรูม่านตา จนหวาดกลัวและกรีดร้อง
ตู้ม!
วินาทีต่อมา กระบองก็ฟาดลงบนหน้าผากของเขาโดยตรง
ถังฮ่าวล้มแผ่อยู่บนพื้น เลือดไหลท่วมทั่วทั้งใบหน้าในชั่วพริบตา
สมควรตาย เจ้าขยะนี่กล้าขัดขืนได้อย่างไร?
มันกล้าขัดขืนจริง ๆ หรือ?!
ถังฮ่าวทั้งตกใจทั้งหวาดกลัว สีหน้าเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก
ส่วนหลินจู๋ที่นอนร้องไห้กระซิกแสร้งทำเป็นน่าสงสารอยู่บนเตียง ก็เบิกตากว้างด้วยความไม่อยากเชื่อ
ถังอี้ในอดีตขี้ขลาดและอ่อนแอ บัดนี้กลับกล้าตอบโต้ทุบตีผู้อื่น?
“ถังอี้ เจ้ากล้าตีข้าหรือ?”
“เจ้ากล้าทำเรื่องเลวทรามยิ่งกว่าสัตว์เดรัจฉานเช่นนี้ แล้วยังกล้าตีข้าอีกหรือ? ท่านพ่อไม่ปล่อยเจ้าไว้แน่!”
ถังฮ่าวคำราม
ถังอี้ก้าวเข้าไปเหยียบหน้าอกของเขา ใช้กระบองในมือจ่ออยู่ที่ลำคอของถังฮ่าว
“พี่สองช่างใจกว้างเสียจริง เพื่อใส่ร้ายข้า ถึงกับยอมสละสตรีของตนเอง น่าเลื่อมใสยิ่งนัก”
“แต่ยามนี้อารมณ์ของข้าไม่ดี หากเจ็บก็จงอดทนไว้ หากยังร้องอีก เชื่อหรือไม่ว่า…ข้าก็กล้าสังหารเจ้า”
ถังอี้ก้มตาลงมองถังฮ่าว
แววตานั้นประหนึ่งเทพมรณะกำลังจ้องมอง
เสียงของถังฮ่าวหยุดชะงักลงในทันใด
เขาปิดปากเอาไว้ สั่นสะท้านจนไม่กล้าส่งเสียงออกมา
ในชั่วขณะนี้เอง เขามั่นใจอย่างยิ่งว่าถังอี้กล้าสังหารเขาจริง ๆ
“พี่สะใภ้”
ถังอี้หันกายเดินไปหาหลินจู๋
หลินจู๋สะดุ้งตัวด้วยความหวาดกลัว ใบหน้าซีดขาวราวกระดาษ
“ถังอี้ เจ้า…เจ้าคิดจะทำอะไร? เจ้าจะทำอะไร?”
“เจ้าอย่าเข้ามา ข้า…ข้าไม่ถือสาเจ้าแล้ว รีบไสหัวไปเสีย!”
หลินจู๋เริ่มเสียสติ
“แต่ข้าจะถือสาเจ้า! วางแผนใส่ร้ายข้า แล้วยังทำเป็นพูดอย่างมีคุณธรรมว่าไม่ถือสาข้า? เจ้ามีหน้ามาจากที่ใด!”
ถังอี้พลันยกมือฟาดลงบนใบหน้าของหลินจู๋
ด้วยกำลังอันหนักหน่วง นางจึงถูกตบจนคว่ำลงบนเตียงในทันที
จากนั้นเขาคว้าผมยาวของหลินจู๋เอาไว้ กระทืบนางอย่างรุนแรงหลายครั้ง ก่อนเหวี่ยงนางออกไปราวกับโยนขยะ
ชั่วพริบตา บ่าวชายสี่ห้าคนที่ยืนอยู่ไม่ไกลก็ถูกชนล้มลงกับพื้นทั้งหมด
“บัดนี้พี่สะใภ้ก็ไม่จำเป็นต้องถือสาข้าแล้ว”
ถังอี้ยิ้มบาง ๆ อย่างผ่าเผย
“อ๊า ๆ ๆ…”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลินจู๋ก็คลุ้มคลั่งโดยสมบูรณ์
ยามนี้เส้นผมของนางยุ่งเหยิง ใบหน้าครึ่งหนึ่งบวมปูดดุจหัวสุกร รอยฝ่ามือที่เดิมแต่งแต้มด้วยชาดบัดนี้กลายเป็นรอยนิ้วมือเปื้อนเลือดจริง ๆ ส่วนเลือดไก่ที่มุมปากก็กลายเป็นโลหิตสดไหลทะลักจากช่องปากที่แตกร้าว
สภาพนี้น่าเวทนาอย่างถึงที่สุด
“ยังจะมัวยืนเหม่ออยู่ทำไม? สังหารมันเสีย! สังหารมัน!” หลินจู๋มองถังอี้พร้อมคำรามด้วยความเคียดแค้น
ทว่า
เพียงถังอี้ปรายตามองไป
ถังฮ่าวกุมศีรษะ ดวงตาเต็มไปด้วยความเคียดแค้น ทว่ากลับไม่กล้าขยับแม้แต่น้อย
บ่าวชายเหล่านั้นเองก็ถูกอานุภาพของถังอี้ข่มขวัญ ไม่กล้าผลีผลาม
เวลานี้ผู้ใดจะกล้าขยับกันเล่า! ถังอี้ในยามนี้ดูราวกับคนเสียสติ
ถังอี้หันกายเดินออกไปด้านนอก
“จริงสิ ขอบคุณสำหรับความใจกว้างของพี่สอง!”
ก่อนออกจากประตู มุมปากของเขายกขึ้น “พี่สะใภ้ ช่างชุ่มฉ่ำยิ่งนัก”
“ไปฟ้องเถิด อยากฟ้องอย่างไรก็เชิญ ข้าจะรอท่านพ่อของเจ้าอยู่ที่เรือนตะวันตก”
“พอดี ข้าเองก็อยากพบเจ้าสารเลวที่หลงอนุจนทอดทิ้งภรรยาเอกผู้นี้เสียหน่อย”
เมื่อได้ยินคำพูดของถังอี้ ถังฮ่าวก็ประหนึ่งถูกฟ้าผ่า
เขาหันคอแข็งทื่อไปมองหลินจู๋ เหล่าจื่อให้เจ้าแสดงละคร แล้วเหตุใดเจ้าจึงปล่อยให้เขาได้ตัวเจ้าไปจริง ๆ?