จี้หยกสวรรค์ประทาน
ผืนพิภพกว้างใหญ่จิ่วหลี เขตแดนแคว้นอู๋
เย่หลิงสำแดงวิชาควบคุมวายุ พุ่งทะยานไปตามเส้นทางภูเขาอันตรายเชิงเขาทิศใต้แห่งภูเขาอวิ๋นชาง ประหนึ่งเมฆาขาวก้อนหนึ่งที่ลอยม้วนลงอย่างเนิบช้า เขาหันกลับไปมองศิษย์ฝ่ายนอกของสำนักอวิ๋นชางหลายคนที่ไล่ตามมาจากด้านหลังเป็นระยะ แววตาฉายประกายเย็นชา
“ก็แค่เก็บหญ้าฟื้นจิตระดับหนึ่งขั้นต้นจากเชิงเขาอวิ๋นชางไปไม่กี่ต้นมิใช่หรือ? ข้าก็มิได้บุกเข้าไปในมหาค่ายกลพิทักษ์บรรพตของพวกเจ้าเสียหน่อย จำเป็นต้องระดมกำลังกันใหญ่โตถึงเพียงนี้เชียวหรือ! สำนักอวิ๋นชางสังกัดประตูเซียนเสวียนปฐพี ศิษย์ฝ่ายนอกเชี่ยวชาญวิชาเต๋าธาตุดิน เช่น เกราะป้องกัน ทว่าผู้ที่รู้วิชาควบคุมวายุนั้นมีน้อยนัก ดูสิว่าพวกเจ้าจะไล่ตามข้าทันได้อย่างไร!”
เย่หลิงแค่นหัวเราะเย็นชา มองลอดช่องว่างระหว่างพงไพร เห็นหุบเขาโอสถที่อยู่ใต้เชิงเขาเลือนราง จึงวางใจลงได้มาก
ในฐานะศิษย์เก็บสมุนไพรฝ่ายนอกของสำนักหุบเขาโอสถ แม้เย่หลิงจะมีตบะเพียงระดับหลอมปราณชั้นหนึ่ง แต่เขาก็ฝึกฝนวิชาควบคุมวายุ และซื้อดาบวิญญาณอัคคีระดับหนึ่งขั้นต้นไว้ เพื่อความสะดวกในการออกจากหุบเขาไปเก็บสมุนไพร สามารถใช้โจมตีและหลบหนีได้
หากเก็บสมุนไพรอยู่ในหุบเขาโอสถ ประการแรกหญ้าวิญญาณป่าก็มีน้อยลงทุกวัน ประการที่สองเย่หลิงยากจะแข่งขันกับศิษย์พี่ระดับหลอมปราณชั้นสองได้ ดังนั้นเขาจึงมักออกจากหุบเขาไปเก็บสมุนไพร
ส่วนภูเขาอวิ๋นชางทางเหนือของหุบเขาโอสถนั้น ผู้บำเพ็ญสำนักอวิ๋นชางไม่เชี่ยวชาญการหลอมโอสถและปรุงยา ทั้งยังไม่มีศิษย์เก็บสมุนไพร ด้วยเหตุนี้หญ้าวิญญาณระดับหนึ่งในภูเขาจึงอุดมสมบูรณ์ เชิงเขาทิศใต้ของภูเขาอวิ๋นชางจึงกลายเป็นจุดเก็บสมุนไพรอันดับแรกของเย่หลิง
ศิษย์ฝ่ายนอกของสำนักอวิ๋นชางห้าหกคนไล่ตามไปพลาง ตะโกนด่าทออย่างเดือดดาลไปพลาง
“จับมันไว้! ทุกคนออกแรงอีกหน่อย! อย่าให้มันหนีไปได้!”
“น่าชังนัก! ในช่วงครึ่งเดือนที่ผ่านมา เจ้าเด็กนี่มาภูเขาอวิ๋นชางของพวกเราตั้งหกครั้งเป็นอย่างน้อย! ทุกครั้งล้วนปล่อยให้มันลื่นหลุดมือไปได้! ศักดิ์ศรีของศิษย์ฝ่ายนอกสำนักอวิ๋นชางของเราจะเอาไปไว้ที่ใด?”
“หากทำให้เหล่าจื่อโกรธ เหล่าจื่อจะไปฝึกวิชาควบคุมวายุด้วย!”
“ดูเร็ว! เบื้องหน้ามีศิษย์ลาดตระเวนภูเขาของสำนักเราอยู่! ไม่รู้ว่าเป็นศิษย์พี่คนใด? เฮ้ ศิษย์พี่ลาดตระเวนภูเขา! สกัดมันไว้!”
เย่หลิงใจสะท้าน แผ่จิตตระหนักรู้ออกไป และสัมผัสได้ทันทีว่าบริเวณไหล่เขามีคลื่นพลังวิญญาณอยู่ ราวกับซ่อนกลิ่นอายอันตรายสายหนึ่งไว้!
หากมิใช่เพราะพวกถังขยะด้านหลังส่งเสียงเอะอะจนเปิดเผยร่องรอย เย่หลิงคงยากจะค้นพบในชั่วขณะว่ามีศิษย์ลาดตระเวนภูเขาของสำนักอวิ๋นชางซุ่มอยู่กลางไหล่เขา เห็นได้ชัดว่าตบะของคนผู้นี้สูงกว่าเขา อย่างน้อยก็ต้องเป็นระดับหลอมปราณชั้นสอง!
สีหน้าของเย่หลิงเคร่งขรึมลง เขาตบถุงเก็บของ ดาบวิญญาณอัคคีระดับหนึ่งขั้นต้นก็ปรากฏในมือ! ขณะเดียวกันมือซ้ายก็หยิบยันต์เปลวเพลิงคลั่งที่ชำรุดออกมาแผ่นหนึ่ง สิ่งนี้เขาซื้อมาจากตลาดผู้บำเพ็ญเมืองเฟิงเฉียวด้วยหินวิญญาณสองก้อน หากใช้ไป หินวิญญาณสองก้อนก็สูญเปล่า ทว่าในยามนี้การรักษาชีวิตสำคัญกว่า ย่อมคำนึงถึงสิ่งอื่นไม่ได้มาก
เมื่อใกล้ถึงไหล่เขา ร่างอ้วนใหญ่ของศิษย์ลาดตระเวนภูเขาที่ซุ่มอยู่ในป่าก็พุ่งออกมา พลันเผยว่าเป็นผู้บำเพ็ญธาตุดินระดับหลอมปราณชั้นสอง เพียงร่างอ้วนใหญ่และก้อนเนื้อของมันก็ขวางเส้นทางภูเขาไปกว่าครึ่งแล้ว มันแสยะยิ้มก่อนกวัดแกว่งขวานวิญญาณสีเหลืองอร่ามฟาดใส่เย่หลิงโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง!
เย่หลิงขมวดคิ้วลับ ๆ สำแดงวิชาควบคุมวายุไถลหลบการโจมตีถึงตายนี้ พร้อมสะบัดยันต์เปลวเพลิงคลั่งที่ชำรุดออกไป
ตู้ม!
ยันต์เปลวเพลิงคลั่งที่ชำรุดระเบิดเป็นกลุ่มหมอกเพลิง ห่อหุ้มร่างท่อนบนของผู้บำเพ็ญร่างอ้วนใหญ่ไว้
เย่หลิงอาศัยจังหวะนี้ ดาบวิญญาณอัคคีฟันเป็นประกายแสงสีแดงชาด พุ่งตัดกลางเอว!
ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงกร๊ากใสกังวาน ดาบวิญญาณอัคคีหักเป็นสองท่อน! ความรู้สึกกลับคล้ายฟันลงบนศิลายักษ์ ทำให้แขนของเย่หลิงชาด้าน เขารีบถอนตัวหนีไป!
“วิชาควบคุมวายุ ถอนตัว! น่าเสียดาย น่าเสียดายยิ่งนัก เสียหินวิญญาณไปอีกห้าก้อน ขาดทุนเกือบครึ่ง!”
เย่หลิงมิได้หยุดแม้ชั่วขณะเดียว เขาเหินทะยานผ่านไหล่เขา พลางคำนวณอย่างลับ ๆ คราวนี้เก็บหญ้าฟื้นจิตระดับหนึ่งขั้นต้นมาได้ทั้งหมดเพียงสามต้น มีมูลค่ารวมสิบห้าหินวิญญาณ ทว่าบัดนี้ยันต์เปลวเพลิงคลั่งที่ชำรุดกับดาบวิญญาณอัคคีทำให้เสียหินวิญญาณไปเจ็ดก้อน ทั้งยังสังหารผู้บำเพ็ญระดับหลอมปราณชั้นสองไม่ได้ ทำให้เย่หลิงรู้สึกไม่ยินยอมอยู่บ้าง
ผู้บำเพ็ญร่างอ้วนใหญ่ตบเปลวเพลิงบนเสื้อผ้าอย่างมือไม้พันกันจนดับ พลางหลั่งเหงื่อเย็นทั่วร่าง เมื่อมองไปอีกครั้ง เย่หลิงก็หนีไปไกลแล้ว ผู้บำเพ็ญร่างอ้วนใหญ่หวาดหวั่นลับ ๆ “โชคดี โชคดีจริง ๆ! ดีที่ข้าเสริมพลังผิวศิลาให้คุ้มกายไว้ตั้งแต่ตอนซุ่มโจมตี! อีกทั้งยันต์เปลวเพลิงคลั่งของเจ้าโจรน้อยก็ชำรุด ดาบวิญญาณอัคคีก็มีคุณภาพไม่สูง มิฉะนั้นผลลัพธ์คงเกินคาด! หากพลิกคว่ำในคูน้ำ แม้โชคดีไม่ตายก็คงถูกผู้คนหัวเราะเยาะจนตาย”
ศิษย์ฝ่ายนอกของสำนักอวิ๋นชางหลายคนตามมาถึง เมื่อเห็นศิษย์พี่ลาดตระเวนภูเขาไม่เป็นไร ก็เรียกเขาร่วมทางไปไล่ตามต่อ ทุกคนขบเขี้ยวเคี้ยวฟันด้วยความแค้นและร้องโวยวายลั่น
เมื่อเย่หลิงเห็นศิลายักษ์ที่ยื่นขวางอยู่กลางไหล่เขา ดวงตาก็แน่นิ่ง ในที่สุดก็สามารถลัดเส้นทางได้แล้ว! เขาเหินร่างขึ้นบนศิลายักษ์ ก่อนกระโดดลงไป!
ศิษย์ฝ่ายนอกของสำนักอวิ๋นชางต่างตกตะลึงอย่างหนัก! มิใช่เพียงตกใจกับการกระทำกะทันหันของเย่หลิงเท่านั้น แต่ยังเห็นประกายเย็นยะเยือกเจิดจ้าสายหนึ่งพาดผ่านท้องนภา ทะลวงหมอกเมฆาระหว่างขุนเขา รวดเร็วดุจดาวตกสายฟ้า และร่วงลงสู่หุบเหวลึกเช่นเดียวกัน!
ทุกคนหอบหายใจพลางปีนขึ้นไปบนศิลายักษ์เพื่อมองลงไปเบื้องล่าง เห็นหุบเหวลึกกับลำธารยาวเลือนรางกลางหมอกเมฆา ทุกคนสูดลมหายใจเย็นเฮือกหนึ่งโดยไม่รู้ตัว แล้วเริ่มถกเถียงกัน
“เหี้ยมจริง! สูงถึงเพียงนี้ยังกล้ากระโดดลงไป! แค่มองข้าก็เวียนศีรษะแล้ว!”
“ช่างเถิด! ต่อให้ควบม้าตามก็ไล่ไม่ทันแล้ว ผ่านหุบเหวลึกลำธารยาวไปก็เป็นมหาค่ายกลพิทักษ์บรรพตของสำนักหุบเขาโอสถ รอพวกเราวิ่งลงจากเขา ผักเหลืองคงเย็นชืดหมดแล้ว!”
“ขอให้มันร่วงเบี้ยวไปกระแทกก้อนหินจนแหลกละเอียดด้วยเถิด!”
“ประกายเย็นยะเยือกสายนั้นคืออะไร? พวกเจ้าเห็นชัดหรือไม่?”
“วาบเดียวก็หายไป จะมองเห็นชัดได้อย่างไร? ส่วนใหญ่คงเป็นอัคคีสวรรค์ตกจากฟ้า หรือไม่ก็ฟ้าผ่าในวันที่อากาศแจ่มใส! เหตุใดจึงไม่ผ่าเจ้าโจรน้อยผู้สมควรตายนี้ให้ตายไปเสีย ฟ้าสวรรค์ช่างไร้ตา!”
ทุกคนกลับไปด้วยความผิดหวัง เสียแรงเดินทางบนภูเขามาไกลถึงเพียงนี้ ศิษย์ลาดตระเวนภูเขายังต้องกล้ำกลืนความเสียเปรียบ ได้แต่ขุ่นแค้นอย่างยิ่ง
หุบเหวลึกลำธารยาว
“อึก ๆ” เย่หลิงโผล่หัวขึ้นจากน้ำ เห็นว่าไม่มีผู้ใดกระโดดตามลงมา จึงสูดลมหายใจแล้วดำลงไปอีกครั้ง
เมื่อครู่นี้ตอนเย่หลิงร่วงลงจากหน้าผา เขาก็พบประกายเย็นยะเยือกสายหนึ่งร่วงลงมาจากฟ้าเช่นกัน อีกทั้งยังมาถึงก่อนทั้งที่ร่วงตามหลัง กลับร่วงลงหุบเหวลึกก่อนเขา ทำให้เขาตกใจไม่น้อย และนึกว่าเป็นสมบัติเวทหรืออาวุธเวทที่ศิษย์ฝ่ายนอกของสำนักอวิ๋นชางผู้ใดขว้างออกมา
“ของที่ไม่ต้องเสียอะไร ย่อมไม่ควรปล่อยให้สูญเปล่า ข้ากำลังขาดอาวุธเวทที่เหมาะมืออยู่พอดี กู้ขึ้นมาได้ก็เป็นของข้า!”
เย่หลิงคิดไปพลาง ค่อย ๆ ลืมตาขึ้นใต้น้ำก้นหุบเหวเพื่อค้นหา
ประกายเย็นยะเยือกนั้นทะลุผ่านตะกอนโคลน ส่องแสงพร่ามัวจนคลื่นน้ำก้นหุบเหวส่องประกายระยับ
เย่หลิงควานหาอยู่ในโคลนเป็นเวลานาน สัมผัสได้ถึงความเย็นเยียบ ในที่สุดก็แตะต้องมัน เขาหยิบขึ้นมาดูแล้วผิดหวังอย่างยิ่ง ที่แท้เป็นจี้หยกขาวขนาดเท่าลูกวอลนัต บนจี้มีแสงระยิบระยับ เผยอักษรสองตัวว่าไท่อีอยู่ราง ๆ
เมื่อเย่หลิงประคองไว้กลางฝ่ามือและพินิจดูอย่างละเอียด แสงของจี้หยกขาวก็ค่อย ๆ สลายไป เขารู้สึกเพียงความหนาวเย็นเสียดกระดูกสายหนึ่งไหลจากฝ่ามือไปทั่วร่าง จนอดสั่นสะท้านไม่ได้ เย่หลิงไม่ยอมปล่อยมือ ยังคงกำจี้หยกขาวไว้แน่น แล้วรีบเหยียบน้ำขึ้นฝั่ง
ความหนาวเย็นนี้โคจรในร่างของเย่หลิงครบหนึ่งวัฏจักรใหญ่และเล็ก ก่อนค่อย ๆ หายไป เมื่อเย่หลิงปีนขึ้นฝั่งและมองจี้หยกขาวในมืออีกครั้ง แสงของมันก็สลายไปจนหมดสิ้น ดูธรรมดาสามัญยิ่งนัก ทั้งยังไม่เหลือความเย็นแม้แต่น้อย
เย่หลิงเต็มท้องไปด้วยความสงสัย คิดลับ ๆ ว่าช่างประหลาดยิ่งนัก เมื่อเห็นว่าจี้หยกขาวไม่มีปฏิกิริยาใดอีก ทั้งยังไม่มีคลื่นพลังวิญญาณ และดูไม่ต่างจากจี้หยกทั่วไป เขาจึงถอดจี้หินอัคคีที่ห้อยอยู่ตรงเอวออกแล้วใช้มันแทน จากนั้นบิดเสื้อผ้าที่เปียกชื้นอย่างลวก ๆ ก่อนสวมกลับและเดินเข้าไปในมหาค่ายกลพิทักษ์บรรพตของหุบเขาโอสถ
เพิ่งเลี้ยวผ่านปากหุบเขาทิศเหนือของหุบเขาโอสถ แสงกระบี่สายหนึ่งก็เหินมาถึง เย่หลิงรีบประสานมือคำนับไปทางแสงกระบี่
เพราะมีเพียงผู้อาวุโสระดับสร้างฐานเท่านั้นที่สามารถเหินกระบี่ได้ ศิษย์หลอมปราณทำได้เพียงอาศัยวิหคเหินเป็นพาหนะ ผู้ที่มาถึงย่อมเป็นผู้อาวุโสระดับสร้างฐานของสำนักนี้
บุรุษวัยกลางคนสวมอาภรณ์สีเขียวกระโดดลงมาหลังจากคนกับกระบี่แยกออกจากกัน เขาคิ้วเข้มดวงตากว้าง ใบหน้าเหลี่ยมใหญ่เผยสีหน้าร้อนรนที่พบเห็นได้ยาก พลางถามเย่หลิงอย่างเร่งร้อน “เฮ้! เจ้าหนู เจ้าเคยเห็นแสงสีขาวสายหนึ่งร่วงลงมาทางภูเขาอวิ๋นชางหรือไม่?”
เมื่อเย่หลิงเห็นสีหน้าตื่นตระหนกของเขา ใจพลันสะท้าน แม้แต่ผู้อาวุโสโจวผู้มักทำหน้าเหมือนคนตายยังตึงเครียดถึงเพียงนี้ เย่หลิงจึงรู้สึกทันทีว่าที่มาของจี้หยกขาวต้องไม่ธรรมดา เขาจึงส่ายหน้าอย่างงุนงงและกล่าวด้วยท่าทีประหลาดใจ “แสงสีขาวหรือ? ไม่มีขอรับ! ศิษย์กลับมาจากเก็บสมุนไพรที่เชิงเขาทิศใต้ของภูเขาอวิ๋นชาง ถูกศิษย์ฝ่ายนอกของพวกเขาไล่ล่าอย่างกระชั้นชิด จึงเอาแต่แย่งทางหนีเอาชีวิตรอด ฝ่าขุนเขาลุยสายน้ำกลับมา มิได้สังเกตท้องฟ้าเลย”
บุรุษวัยกลางคนชุดเขียว ผู้อาวุโสโจว ขมวดคิ้วแน่นยิ่งขึ้น พลางถอนหายใจพึมพำ “ต้องเป็นสมบัติฟ้าดินกำลังจะถือกำเนิดแน่ หรือว่ามันจะร่วงลงบนภูเขาอวิ๋นชาง? เฮ้อ! มาช้าไปเสียแล้ว!”
ระหว่างที่พูด ผู้อาวุโสโจวราวกับนึกอะไรขึ้นได้กะทันหัน เขาหันกลับไปอย่างฉับพลัน แผ่จิตตระหนักรู้ออกมา แล้วกวาดมองเย่หลิงขึ้นลงอยู่หลายครั้ง เขามักรู้สึกสงสัยศิษย์ฝ่ายนอกผู้มีหน้าตาธรรมดาและพรสวรรค์รากวิญญาณสามัญผู้นี้อยู่บ้าง
เย่หลิงรู้สึกได้ถึงจิตตระหนักรู้อันทรงพลังสายหนึ่งกวาดผ่าน แรงกดดันวิญญาณกดทับจนเขาแทบหายใจไม่ออก เมื่อเข้าใจสถานการณ์ เขารีบเปิดถุงเก็บของของตน เทหญ้าฟื้นจิตสามต้นกับหินวิญญาณเพียงไม่กี่ก้อนออกมา ล้วนดูยากจนข้นแค้นอย่างยิ่ง จากนั้นตบตามร่างกายอย่างสงบนิ่ง แสดงให้เห็นว่าไม่มีสิ่งใด
ผู้อาวุโสโจวตรวจสอบด้วยจิตตระหนักรู้อยู่นาน เมื่อไม่พบความผิดปกติใดก็ได้แต่ถามว่า “เจ้าเป็นศิษย์เก็บสมุนไพรจากเรือนใด ชื่ออะไร?”
“ศิษย์ชื่อเย่หลิง พำนักอยู่ที่เรือนชิงจู๋ฝ่ายนอก” เย่หลิงเก็บถุงเก็บของ พลางตอบด้วยสีหน้าไม่เปลี่ยนแปลง
ผู้อาวุโสโจวดูเหมือนยังไม่วางใจนัก เขาครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนกล่าวว่า “เย่หลิง ออกหุบเขาเก็บสมุนไพรมิใช่งานที่ดีอันใด มาเป็นเด็กปรุงโอสถของผู้อาวุโสผู้นี้เถิด! รู้จักข้าหรือไม่?”
เย่หลิงใจหวั่นไหว ทว่าคิดอีกที การเป็นเด็กปรุงโอสถให้เขาก็เท่ากับเป็นบ่าวรับใช้ที่ถูกคนใช้งาน ยิ่งกว่านั้นอีกฝ่ายยังมีใจสงสัยและเจตนาไม่ดี เย่หลิงจึงกล่าวอย่างราบเรียบ “ศิษย์รู้จักขอรับ ท่านคือผู้อาวุโสโจวชง เพียงแต่ศิษย์เห็นว่าการเก็บสมุนไพรหาเงินวิญญาณได้รวดเร็วกว่า ทั้งยังเป็นอิสระ ศิษย์ไม่คุ้นชินกับการเป็นบ่าว ขอขอบคุณในความหวังดีของผู้อาวุโสโจว หากไม่มีคำสั่งอื่นใด ศิษย์ขอตัว”
สีหน้าของโจวชงพลันมืดครึ้มลง ทั่วทั้งหุบเขาโอสถมีศิษย์ฝ่ายนอกระดับหลอมปราณระยะต้นมากมายที่แย่งกันจนหัวร้างข้างแตกเพื่อเป็นเด็กปรุงโอสถให้เขา กระนั้นยังไม่อาจสมหวัง บัดนี้ผู้บำเพ็ญระดับหลอมปราณชั้นหนึ่งคนหนึ่งกลับปฏิเสธอย่างเด็ดขาด ช่างไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงเสียจริง!
โจวชงแค่นเสียงเย็นชา สะบัดแขนเสื้อออกจากหุบเขา แล้วออกตามหาสมบัติฟ้าดินที่เป็นแสงสีขาวสวรรค์ประทานสายนั้นต่อไป
เย่หลิงลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก ทว่ามิได้แสดงออกทางสีหน้า เขาจัดเสื้อผ้าที่เปียกชื้นให้เรียบร้อย ก่อนรีบกลับเรือนชิงจู๋อย่างไม่รู้ไม่ชี้
เรือนชิงจู๋ตั้งอยู่ในหุบเขาทิศเหนือของหุบเขาโอสถ เป็นที่พำนักของศิษย์ฝ่ายนอกสำนักหุบเขาโอสถห้าคนรวมทั้งเย่หลิง เย่หลิงมีพรสวรรค์ธรรมดาและตบะต่ำ เมื่อยังมิได้เข้าสู่หุบเขา เขามีชาติกำเนิดยากจนและกำพร้าเดียวดาย บ้านอยู่ที่ถ้ำใต้สะพานเฟิงเฉียวใกล้เมืองเฟิงเฉียว ไม่มีหินวิญญาณจากตระกูลบำเพ็ญเซียนสนับสนุน ดังนั้นในบรรดาคนทั้งห้าจึงเป็นผู้ที่ยากจนที่สุด
จากปากหุบเขาทิศเหนือไปถึงเรือนชิงจู๋มีระยะทางเพียงไม่กี่ลี้ ระหว่างทางเย่หลิงบังเอิญพบศิษย์พี่ที่ดูแลสวนวิญญาณ ทว่ากลับไม่มีผู้ใดสนใจเขา เย่หลิงจึงกลับเรือนชิงจู๋เช่นเดียวกับทุกวัน
เสียงหัวเราะดุจกระดิ่งเงินดังออกมาจากเรือนชิงจู๋ ราวกับหญิงสาวสองคนกำลังพูดคุยหยอกล้อกัน เมื่อเห็นเย่หลิงกลับมา เสียงหัวเราะก็หยุดลงฉับพลัน ก่อนจะตามมาด้วยเสียงหัวเราะคิก
“หึ! จื่อซานรีบดูเร็ว ลูกไก่ตกน้ำตัวหนึ่งช่างน่าดูเสียจริง! เฮ้ เจ้าลูกไก่ตกน้ำ ข้ามีเรื่องใหญ่จะบอกเจ้า อีกสองเดือนก็จะถึงการประลองใหญ่ของศิษย์ฝ่ายนอกสำนักหุบเขาโอสถแล้ว! ดูตบะของเจ้าสิช่างตื้นเขินนัก แล้วดูพรสวรรค์ของเจ้า ดูสภาพของเจ้า เรื่องเช่นนี้บอกเจ้าไปก็เสียเปล่า!”
เย่หลิงถลึงตาใส่สตรีอาภรณ์สีท้อที่เยาะเย้ยนาง แล้วกล่าวอย่างเย็นชา “เรื่องของข้าไม่จำเป็นต้องรบกวนคุณหนูซู่ฉินให้เป็นห่วง”
ใบหน้าของซู่ฉินแดงเรื่อ นางถ่มน้ำลายเบา ๆ พลางทำหน้าบึ้งอย่างขุ่นเคือง เตรียมจะกล่าวโต้กลับอย่างเย็นชา
เด็กสาวจื่อซานที่อยู่ด้านข้างรีบห้ามนางไว้ ดวงตากระจ่างฟันขาวเผยความอ่อนโยนน่ารัก นางก้าวออกมาแล้วคำนับแบบสตรีอย่างแช่มช้อย “พี่ใหญ่เย่กลับมาแล้ว! นี่ลงแม่น้ำไปเก็บสมุนไพรจนเสื้อผ้าเปียกหรือ? ถอดลงเถิด น้องหญิงจะช่วยซักให้!”
เย่หลิงรีบคำนับตอบ พลางยิ้มบาง ๆ และส่ายหน้า “ขอบคุณน้องหญิงซาน มิกล้ารบกวนท่าน”
ซู่ฉินชำเลืองมองเย่หลิงแล้วลากจื่อซานจากไป ยังคงพร่ำตักเตือนนางไม่หยุด “จื่อซาน! เจ้าดูสิว่าเขาน่าชังหรือไม่? ตบะต่ำกว่าพวกเราตั้งหนึ่งชั้นแท้ ๆ กลับไม่เรียกข้าว่าศิษย์พี่หญิง ยังมาเรียกน้องหญิงซานอีก ต่อไปอย่าได้สนใจเขา!”