ใครควรจะต้องหิวตายกันแน่
"หนาว... หนาวเหลือเกิน..."
เด็กสาวร่างเล็กสั่นสะท้านไปทั้งตัว นางขดตัวแน่นราวกับลูกแมว สองมือเกาะเกี่ยวเด็กหนุ่มข้างกายเอาไว้ไม่ยอมปล่อย ร่างกายพยายามเบียดเสียดเข้าไปในอกเสื้อของอีกฝ่ายอย่างสุดชีวิต ราวกับว่าที่นั่นคือที่เดียวที่จะมอบไออุ่นให้มีชีวิตรอดต่อไปได้
"ท่านพี่... ข้าหิวเหลือเกิน เราจะผ่านฤดูหนาวนี้ไปได้จริงหรือ..."
หลี่หยางยิ้มขื่น ในฐานะผู้ที่ทะลุมิติมา เขาถือว่าเป็นคนที่โชคร้ายระดับท็อปจริงๆ ไม่ได้ไปเกิดในตระกูลขุนนางหรือคหบดี แม้แต่ครอบครัวชาวบ้านธรรมดายังถือว่าเป็นเรื่องเพ้อฝัน
ที่นี่คือหมู่บ้านเล็กๆ กลางหุบเขา ดินแดนแห้งแล้ง อีกทั้งสภาพอากาศในหุบเขายังแปรปรวน บรรดาพืชผลจึงไม่ต้องหวังพึ่งพาอะไรได้เลย ครอบครัวของเขาอาศัยอยู่รวมกันสามรุ่น สิบกว่าชีวิตต้องดิ้นรนอยู่บนเส้นตายของความอดอยากเพราะภัยพิบัติที่เกิดขึ้นติดต่อกันหลายปี
ท่านลุงใหญ่ในฐานะบุตรชายคนโตและมีลูกหลานชายในบ้านมาก จึงมีสิทธิ์มีเสียงมากที่สุดในครอบครัว ส่วนท่านลุงรองสอบซิ่วไฉมาสิบกว่าปีก็ยังไม่ติด แต่กลับเป็นความหวังของตระกูล วันๆ ไม่ยอมทำงานในนา อาศัยข้าวจากบ้านลุงใหญ่และบ้านสามมาจุนเจือ
พ่อแม่ของเขาเป็นเพียงชาวนาต้อยต่ำ เป็นบ้านสามซึ่งไม่มีสิทธิ์มีเสียงใดๆ ในตระกูลเลย อาหารที่มีก็ไม่เพียงพอต่อการบริโภคอยู่แล้ว แต่ร่างเดิมกลับมาป่วยกะทันหันจนหมดสติไป เพื่อเป็นการแก้เคล็ดจึงได้แต่งงานกับเด็กสาวคนหนึ่ง ซึ่งก็คือนางที่นอนขดอยู่ในผ้าห่มด้วยกันนี่เอง ทำให้มีปากท้องต้องเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งคน
เด็กสาวคนนี้ชื่อหลินชูเสวี่ย เป็นชื่อที่ฟังแล้วยิ่งรู้สึกหนาวเหน็บเข้าไปถึงกระดูก
"ถามหน่อยเถอะ... เจ้าอายุเท่าไหร่แล้ว?"
หลี่หยางมองดูเด็กสาวข้างกายที่ดูไร้เดียงสาและอ่อนเยาว์ ในใจเริ่มเต้นไม่เป็นจังหวะ ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีพุ่งพล่านขึ้นมา นี่มัน... ยังไม่บรรลุนิติภาวะชัดๆ!
"ท่านพี่? ท่านเพิ่งฟื้นจากไข้หนัก อย่าบอกนะว่าพิษไข้ทำให้ท่านเลอะเลือนไปอีกแล้ว? ข้าปีนี้อายุสิบห้าแล้วเจ้าค่ะ ข้า... ข้าทำงานได้นะ ได้โปรดอย่าทอดทิ้งข้าเลย"
"เพียงแค่มีอะไรให้กิน แม้จะให้ข้าเป็นเพียงนางอุ่นเตียง จะทุบตีอย่างไรข้าก็ยินยอมพร้อมใจเจ้าค่ะ"
หลี่หยางถึงกับพูดไม่ออก ในใจเต็มไปด้วยความรู้สึกซับซ้อน ภรรยาตัวน้อยคนนี้เบียดกายเข้ามาแนบชิด พอลองสัมผัสดู แม้จะผอมโซจนเหลือแต่กระดูกแต่สัดส่วนกลับมีน้ำมีนวลชวนให้ใจสั่น ถือว่ามีพรสวรรค์ติดตัวมาจริงๆ แต่นางยังเด็ก... ไม่สิ ยังเล็กเกินไป!
"รออยู่ที่นี่นะ ข้าจะออกไปหาอะไรกิน ถ้าปล่อยให้หนาวตายแบบนี้คืนนี้คงไม่รอดแน่"
นี่ไม่ใช่คำขู่ที่เกินจริง ในยุคสมัยโบราณ อย่าว่าแต่คนจนในหุบเขาเลย แม้แต่ชาวบ้านทั่วไปในเมืองหลวงก็มักจะหนาวตายกันอยู่บ่อยครั้ง
บันทึกในความทรงจำที่เขามีบอกไว้ชัดเจนว่า ในปีเทียนซีที่หนึ่ง เดือนสิบเอ็ด เมืองหลวงหิมะตกหนัก อากาศหนาวจัด ผู้คนล้มตายเพราะความหนาวเป็นจำนวนมาก ตามถนนหนทางเต็มไปด้วยศพแข็งทื่อ ถึงขั้นต้องส่งขุนนางไปจัดการฝังตามชานเมือง หรือแม้แต่ปีจื้อเหอที่หนึ่ง เดือนอ้าย เมืองหลวงก็มีหิมะตกหนัก ชาวบ้านที่ยากจนล้มตายเพราะความหนาวนับไม่ถ้วน
ความทรงจำเหล่านั้นเตือนให้หลี่หยางรู้ว่า การมุดหัวอยู่ในห้องแล้วทนหิวต่อไปก็เท่ากับรอความตาย มีแต่ต้องหาอะไรลงท้องเพื่อเพิ่มพลังงานเท่านั้น ถึงจะผ่านพ้นคืนฤดูหนาวที่ยาวนานและโหดร้ายนี้ไปได้
หลี่หยางกัดฟันฝืนความหนาวเหน็บจนเข้ากระดูก สั่นเทาขณะสวมเสื้อผ้าแล้วออกมาที่ห้องครัว เขาเดินหาอยู่รอบหนึ่งจนกระทั่งพบหมั่นโถวสองลูกที่ยังอุ่นอยู่ในหม้อ
นี่คืออาหารที่เตรียมไว้ให้คุณรองยามค่ำคืนตอนอ่านหนังสือ เป็นคำสั่งพิเศษจากท่านย่าที่ให้บ้านสามเจียดเสบียงออกมาสมทบ และต้องเตรียมไว้ล่วงหน้าทุกวัน
หลี่หยางไม่พูดพร่ำทำเพลง เขาห่อหมั่นโถวข้าวฟ่างสองลูกด้วยผ้าขาวบางแล้ววิ่งเหยาะๆ กลับเข้าห้อง ก่อนจะมุดตัวเข้าไปในผ้าห่มอย่างรวดเร็ว
"ดูนี่สิ! นี่คืออะไร! รีบกินเร็วเข้า!"
หลินชูเสวี่ยจ้องมองหมั่นโถวข้าวฟ่างสองลูกนั้น นางกลืนน้ำลายโดยไม่รู้ตัว ดวงตาที่ดูสดใสอยู่แล้วกลับส่องประกายแปลกประหลาดออกมา
"ท่านพี่... แบบนี้ แบบนี้ไม่ดีหรอกเจ้าค่ะ ถึงข้าจะเพิ่งแต่งเข้าบ้านมาได้เพียงวันเดียว แต่ก็รู้ดีว่าหมั่นโถวพวกนี้เป็นส่วนที่บ้านสามต้องส่งให้บ้านสอง"
"หากท่านย่ารู้เข้า ต้องอาละวาดขึ้นมาแน่ อีกอย่างท่านอาสองยังต้องอ่านหนังสือตอนกลางคืน ถ้าไม่มีอะไรกิน ท่านจะยอมปล่อยไปหรือเจ้าคะ?"
หลี่หยางหัวเราะหึๆ ไม่พูดอะไรต่อ เขาอ้าปากงับหมั่นโถวเข้าไปครึ่งลูกทันที
ช่างเป็นคำกล่าวที่ว่ายามอิ่มกินน้ำผึ้งก็ไม่หวาน ยามหิวโซกินรำก็หวานดุจน้ำผึ้งจริงๆ!
ในชาติก่อน หลี่หยางผ่านโลกมามาก อาหารหรูหราทุกประเภทล้วนเคยลิ้มลอง แต่ก็ยังเทียบกับหมั่นโถวข้าวฟ่างลูกนี้ไม่ได้แม้แต่เสี้ยวเดียว
"รีบกินสิ ไม่กินใช่ไหม? ระวังจะหิวตายนะ!"
หลี่หยางแสร้งทำหน้าดุ พร้อมกับจงใจเคี้ยวตุ้ยๆ ทำท่าทางเหมือนว่ามันอร่อยเสียเต็มประดา
เมื่อเผชิญกับความหิวโหยและหนาวเหน็บถึงขีดสุด ความกลัวก็กลายเป็นเรื่องเล็กน้อยไปทันที
หลินชูเสวี่ยยื่นมือเล็กๆ ที่สั่นเทาออกไปคว้าหมั่นโถวมากัดคำเล็กๆ นางหลับตาลงแล้วค่อยๆ เคี้ยวอย่างช้าๆ
ความรู้สึกเปี่ยมสุขมหาศาลแผ่ซ่านไปทั่วร่าง จนร่างกายอดไม่ได้ที่จะสั่นสะท้านเล็กน้อย
เมื่อเห็นท่าทางตอนกินหมั่นโถวของหญิงสาว หลี่หยางก็รู้สึกสะท้อนใจขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
เขาพูดเสียงต่ำว่า "ถึงเวลาป่านนี้แล้ว ยังจะมัวพะว้าพะวังกลัวหน้ากลัวหลังอยู่อีกหรือ คนบ้านสามต้องยอมอดตายไปเฉยๆ อย่างนั้นหรือ?"
"จำไว้ให้ดี สิ่งที่ตกถึงท้องถึงจะเป็นของจริง จำไว้ให้ขึ้นใจ เข้าใจไหม?"
เมื่อเห็นสายตาดุดันของสามี หลินชูเสวี่ยก็เผยสีหน้าหวาดกลัวออกมา นางขดตัวเหมือนลูกแมวตัวน้อย
นางพูดเสียงแผ่วว่า "จำได้แล้วเจ้าค่ะ... เพียงแต่ถ้าอากาศหนาวลงเรื่อยๆ แบบนี้ บ้านเราคงผ่านฤดูหนาวนี้ไปไม่ได้แน่ ครอบครัวเดิมของข้าก็หนาวตายหิวตายกันหมด..."
หลี่หยางปลอบใจว่า "กลัวอะไร มีข้าอยู่ทั้งคน"
ดวงตาของหลินชูเสวี่ยเอ่อล้นไปด้วยหยาดน้ำตา ความกลัวเข้าครอบงำจิตใจของนางอีกครั้ง
นางส่ายหน้าพลางกล่าวว่า "คงผ่านไปไม่ได้หรอกเจ้าค่ะ... ท่านพี่ ท่านก็เป็นเพียงบุตรหลานชาวนา จะไปสู้กับสวรรค์ที่โหดร้ายไร้ปรานีได้อย่างไรกัน... ฮือ..."
"ท่านพ่อ ท่านแม่... น้องชายข้า พวกเขาต่างนอนนิ่งอยู่บนเตียงเตาแบบนั้น กลายเป็นร่างที่เย็นชืดแข็งทื่อเหมือนก้อนหิน..."
"เมื่อครู่ที่เห็นท่านพี่หมดสติไป ข้ากลัวเหลือเกินว่าท่านจะกลายเป็นร่างที่เย็นชืดแข็งทื่อไปอีกคน..."
หลี่หยางรู้สึกราวกับมีเลือดร้อนพุ่งขึ้นสู่ศีรษะ เขาถีบผ้าห่มออกแล้วกระโดดลงจากเตียงเตา
"สวรรค์ไม่เมตตา เห็นสรรพสิ่งเป็นเพียงสุนัขฟาง แต่ข้านี่แหละจะขอสู้กับสวรรค์ดูสักตั้ง! จะทำให้เจ้ากินอิ่มนอนอุ่น อยู่บ้านหลังใหญ่ นั่งรถม้าให้ได้เลย!"
"วางใจเถอะ พี่ชายคนนี้แข็งแรงดุจมังกร รับรองว่าไม่มีทางแข็งทื่อแน่นอน! เอ๊ะ... ทำไมประโยคนี้ฟังดูแปลกๆ..."
"อุ๊บ..."
หลินชูเสวี่ยที่ขดตัวอยู่ในผ้าห่มมองดูสามีตนเองชี้ฟ้าชี้ดิน เสียงของเขาสูงกังวานราวกับไก่ขันยามเช้า ทำให้นางอดขำออกมาไม่ได้
ถึงจะรู้ทั้งรู้ว่าเป็นการคุยโว แต่การได้ฝันกลางวันบ้างก็ยังดี
แม้ว่า... มันจะเป็นเพียงชั่วครู่สั้นๆ ก็ตาม
หลี่หยางทำหน้าจริงจังแล้วกล่าวว่า "ภรรยา เราต้องถอดเสื้อผ้าออก แล้วแนบร่างกายเข้าหากัน ใช้ไออุ่นจากตัวเราแลกเปลี่ยนกัน ถึงจะผ่านคืนนี้ไปได้..."